หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2556

E - ENVIRONMENT

Business Environment
        การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ  เพื่อกำหนดแผนกลยุทธ์  ของธุรกิจ การแข่งขันกันเชิงธุรกิจผู้ที่ชนะและสามารถครอบครองตลาดได้นั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ  ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น  2  ประเภท  ได้แก่
  1. สภาพแวดล้อมภายใน(Internal Environment)  คือ สภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้  หมายถึง  ปัจจัยต่างๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนด  และควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด  โดยการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ  ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
  2. สภาพแวดล้อมภายนอก(External Environment)  คือ  สภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้  ปัจจัยกลุ่มนี้  หมายถึงปัจจัยภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด  คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ  โดยแบ่งได้ 2 ระดับ  คือ 
          2.1 สภาพแวดล้อมระดับจุลภาค(Micro External Environment)  คือ  สภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้  แต่สามารถเลือกที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
  • ตลาดและลูกค้า
  • ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ
  • คนกลางทางการตลาด
  • สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์
 
          2.2 สภาพแวดล้อมระดับมหภาค(Macro External Environment)  คือ  สภาวะแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจไม่สามารถ ควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้  แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
  • ด้านการเมืองและกฏหมาย
  • เศรษฐกิจ
  • สังคม
  • เทคโนโลยี

 
 
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารธุรกิจ
 

Strengths  จุดแข็ง 
        เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่มีอยู่  จุดแข็งจะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ  ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่างผู้บริหารและบุคลากร  หรืออาจมาจากความได้เปรียบในด้านทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ เช่นมาสถานทางการเงินที่มั่นคง  บุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ
 
Weaknesses  จุุดอ่อน
        เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ  อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด  ข้อจำกัดบางประการของศักยภาพทางธุรกิจ  ส่งผลร้ายถ้าไม่รีบแก้ไข  เช่น  ขาดสภาพคล่องทางการเงิน  สินค้าที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ  ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร  ฯลฯ
 
Opportunity  โอกาส
        เป็นปัจจัยภายนอกธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้  แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ  เช่น  กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น  นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้  สินค้าคู่แข่งมีคุณภาพต่ำ  ฯลฯ
 
Threats  อุปสรรค
        เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน  แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายส่งผลเสียให้กับธุรกิจ  เช่น  รัฐบาลขึ้นภาษี  ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ  วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น  ภัยธรรมชาติ  ฯลฯ
 
การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ด้วย SWOT Matrix
 
 
กลยุทธิ์เชิงรุุก  (SO Strategy)
        เป็นการใช้จุดแข็งบนโอกาสที่มี  ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็ง(S)และโอกาส(O)  มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธิ์เชิงรุก 
 

 
กลยุทธิ์เชิงป้องกัน  (ST Strategy)
        เป็นการใช้จุดแข็งป้องกันอุปสรรค  ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อม   ที่เป็นจุดแข็ง(S) และข้อจำกัด(T)  มาพิจารณาร่วมกัน  เพื่อนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือ   กลยุทธิ์เชิงป้องกัน
 
 



กลยุทธิ์เชิงแก้ไข (WO Strategy)
        เป็นการขจัดจุดอ่อนโดยใช้โอกาส  ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อม   ที่เป็นจุดอ่อน(W)และโอกาส(O)  มาพิจารณาร่วมกัน  เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือ  กลยุทธิ์เชิงแก้ไข
 
 
 
กลยุทธิ์เชิงรับ (WT Strategy)
        เป้นการขจัดจุดอ่อนป้องกันอุปสรรค  ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อม   ที่เป็นจุดอ่อน(W)และข้อจำกัด(T)  มาพิจารณาร่วมกัน  เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธิ์เชิงรับ
 
ปัจจัยทางสังคม (Social Factor)
        สภาวะแวดล้อมทางสังคม  มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ เนื่องจากในแต่ละสังคม     มีแนวคิดหรือทัศนคติ  ค่านิยม  วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ครอบครัว  ชุมชน  จังหวัด  หรือแม้แต่ประเทศ  โดยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร  สถานภาพของบุคคล  และระดับชนชั้นทางสังคม  รวมถึงภูมิศาสตร์รอบๆ ธุรกิจด้วย  ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค  ทั้งสิน
 
ปัจจัยทางการเมืองและกฎหมาย (Political and Legal Factor)
        เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายประกอบธุรกิจของประเทศ  โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย  นักลงทุนจึงอ่อนไหวกับปัจจัยทางการเมือง  เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายและมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลในสมัยนั้นๆ ไม่เป็นที่แน่นอน
 
ปัจจัยทางเศรษฐกิจ (Economic)
        เศรษฐกิจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นปริมาณการจัดสรรและการใช้ทรัพยกร  ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีแรงผลักดันที่สำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ  เช่น  ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ, ค่าเงินบาท, อัตราการว่างงาน, ภาวะราคาน้ำมัน, ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น
 
ปัจจัยทางเทคโนโลยี (Technological Factor)
        ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามาก  ส่งผลกระทบต่อทิศทางและความก้าวหน้าขององค์กรธุรกิจ  เช่น  การใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต  การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดทำระบบบัญชีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ส่งผลให้องค์กรต้องลดจำนวนพนักงานและต้องเพิ่มประสิทธิภาพนักงานที่เหลือ  และยังส่งผลไปถึงสถานที่  ห้องทำงาน  ลักษณะงาน  ค่าจ้าง  และสวัสดิการต่างๆ
 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น