การดำเนินธุรกิจจำเป็นต้องศึกษาสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อกำหนดแผนกลยุทธ์ ของธุรกิจ การแข่งขันกันเชิงธุรกิจผู้ที่ชนะและสามารถครอบครองตลาดได้นั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- สภาพแวดล้อมภายใน(Internal Environment) คือ สภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจสามารถควบคุมได้ หมายถึง ปัจจัยต่างๆ ที่ธุรกิจสามารถกำหนด และควบคุมได้เป็นไปตามความต้องการของธุรกิจถือว่าเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อโปรแกรมการตลาด โดยการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของธุรกิจ ในการนำไปเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
- สภาพแวดล้อมภายนอก(External Environment) คือ สภาวะแวดล้อมที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ ปัจจัยกลุ่มนี้ หมายถึงปัจจัยภายนอกธุรกิจที่มีอิทธิพลต่อระบบการตลาด คือสร้างโอกาสหรืออุปสรรคแก่ธุรกิจ โดยแบ่งได้ 2 ระดับ คือ
2.1 สภาพแวดล้อมระดับจุลภาค(Micro External Environment) คือ สภาวะแวดล้อมภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ แต่สามารถเลือกที่จะติดต่อและเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม
- ตลาดและลูกค้า
- ผู้ขายปัจจัยการผลิตหรือวัตถุดิบ
- คนกลางทางการตลาด
- สาธารณชนและกลุ่มผลประโยชน์
2.2 สภาพแวดล้อมระดับมหภาค(Macro External Environment) คือ สภาวะแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินธุรกิจและต่อระบบการตลาดเป็นอย่างมาก แต่ละหน่วยงานและองค์กรธุรกิจไม่สามารถ ควบคุมการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท
- ด้านการเมืองและกฏหมาย
- เศรษฐกิจ
- สังคม
- เทคโนโลยี
การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการบริหารธุรกิจ
Strengths จุดแข็ง
เป็นปัจจัยภายในที่สามารถควบคุมได้ตามศักยภาพของธุรกิจที่มีอยู่ จุดแข็งจะก่อให้เกิดผลดีต่อธุรกิจ ซึ่งส่งผลมาจากการบริหารงานภายในระหว่างผู้บริหารและบุคลากร หรืออาจมาจากความได้เปรียบในด้านทรัพยากรทางการบริหารต่างๆ เช่นมาสถานทางการเงินที่มั่นคง บุคลากรมีประสบการณ์และความสามารถสูง ฯลฯ
Weaknesses จุุดอ่อน
เป็นปัจจัยภายในที่เกิดจากปัญหาภายในธุรกิจ อันเนื่องมาจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ข้อจำกัดบางประการของศักยภาพทางธุรกิจ ส่งผลร้ายถ้าไม่รีบแก้ไข เช่น ขาดสภาพคล่องทางการเงิน สินค้าที่ผลิตไม่ได้คุณภาพ ขาดการประสานงานที่ดีภายในองค์กร ฯลฯ
Opportunity โอกาส
เป็นปัจจัยภายนอกธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้ แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันส่งผลดีให้กับธุรกิจโดยบังเอิญ เช่น กลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีรายได้เพิ่มขึ้น นโยบายของรัฐให้การสนับสนุนธุรกิจประเภทนี้ สินค้าคู่แข่งมีคุณภาพต่ำ ฯลฯ
Threats อุปสรรค
เป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน แต่เป็นสภาวการณ์แวดล้อมอันเลวร้ายส่งผลเสียให้กับธุรกิจ เช่น รัฐบาลขึ้นภาษี ปัญหาสภาพเศรษฐกิจตกต่ำ วัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ภัยธรรมชาติ ฯลฯ
การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ด้วย SWOT Matrix
กลยุทธิ์เชิงรุุก (SO Strategy)
เป็นการใช้จุดแข็งบนโอกาสที่มี ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อมที่เป็นจุดแข็ง(S)และโอกาส(O) มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธิ์เชิงรุก
กลยุทธิ์เชิงป้องกัน (ST Strategy)
เป็นการใช้จุดแข็งป้องกันอุปสรรค ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อม ที่เป็นจุดแข็ง(S) และข้อจำกัด(T) มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือ กลยุทธิ์เชิงป้องกัน
กลยุทธิ์เชิงแก้ไข (WO Strategy)
เป็นการขจัดจุดอ่อนโดยใช้โอกาส ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อม ที่เป็นจุดอ่อน(W)และโอกาส(O) มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือ กลยุทธิ์เชิงแก้ไข
กลยุทธิ์เชิงรับ (WT Strategy)
เป้นการขจัดจุดอ่อนป้องกันอุปสรรค ได้มาจากการนำข้อมูลการประเมินสภาพแวดล้อม ที่เป็นจุดอ่อน(W)และข้อจำกัด(T) มาพิจารณาร่วมกัน เพื่อที่จะนำมากำหนดเป็นยุทธศาสตร์หรือกลยุทธิ์เชิงรับ
ปัจจัยทางสังคม (Social Factor)
สภาวะแวดล้อมทางสังคม มีอิทธิพลต่อกระบวนการตัดสินใจของผู้ซื้อ เนื่องจากในแต่ละสังคม มีแนวคิดหรือทัศนคติ ค่านิยม วัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่ครอบครัว ชุมชน จังหวัด หรือแม้แต่ประเทศ โดยขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงทางด้านประชากร สถานภาพของบุคคล และระดับชนชั้นทางสังคม รวมถึงภูมิศาสตร์รอบๆ ธุรกิจด้วย ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของผู้บริโภค ทั้งสิน
ปัจจัยทางการเมืองและกฎหมาย (Political and Legal Factor)
เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อนโยบายประกอบธุรกิจของประเทศ โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย นักลงทุนจึงอ่อนไหวกับปัจจัยทางการเมือง เพราะเกี่ยวข้องกับกฎหมายและมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน มักจะเปลี่ยนแปลงไปตามรัฐบาลในสมัยนั้นๆ ไม่เป็นที่แน่นอน
ปัจจัยทางเศรษฐกิจ (Economic)
เศรษฐกิจเป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นปริมาณการจัดสรรและการใช้ทรัพยกร ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีแรงผลักดันที่สำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กรธุรกิจ เช่น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ, ค่าเงินบาท, อัตราการว่างงาน, ภาวะราคาน้ำมัน, ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย เป็นต้น
ปัจจัยทางเทคโนโลยี (Technological Factor)
ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้ามาก ส่งผลกระทบต่อทิศทางและความก้าวหน้าขององค์กรธุรกิจ เช่น การใช้หุ่นยนต์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต การประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดทำระบบบัญชีให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ส่งผลให้องค์กรต้องลดจำนวนพนักงานและต้องเพิ่มประสิทธิภาพนักงานที่เหลือ และยังส่งผลไปถึงสถานที่ ห้องทำงาน ลักษณะงาน ค่าจ้าง และสวัสดิการต่างๆ






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น